ข้อบังคับ กฎ ระเบียบ

หมวดที่ ๑ ชื่อเครื่องหมายและสำนักงานที่ตั้ง

ข้อ ๑. มูลนิธินี้ชื่อว่ามูลนิธิพัฒนาทักษะชีวิต เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า ไลฟ์สกิลส์อิมพรูฟเมนท์เฟาน์เดชัน เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Life Skills Improvement Foundation
ข้อ ๒. เครื่องหมายของมูลนิธินี้เป็นรูปเสมือนเยาวชนชาย และเยาวชนหญิง ชูประสานมือด้านหนึ่งเหนือศีรษะ ในลักษณะที่แสดงถึงความยินดีในผลสำเร็จอันเนื่องมาจากการมีทักษะชีวิตที่ดี ช่องว่างระหว่างเยาวชนทั้งสอง เป็นลำทอดยาวขึ้นไป แสดงถึงการยกระดับทักษะชีวิตอย่างต่อเนื่อง และสามารถมองเป็นตัวอักษร I (ไอ) ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นอักษรตัวแรกของคำว่า improvement อันหมายถึงการพัฒนา ด้านล่างรองรับด้วยชื่อของมูลนิธิ (ประดิษฐด้วยฟอนต์ TH Kodchasal) เพื่อสื่อถึงความมุ่งมั่นขององค์กรที่จะพัฒนาและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในทักษะชีวิตและบูรณาการเข้ากับระบบการศึกษาต่อไป
ข้อ ๓. สำนักงานของมูลนิธิตั้งอยู่ที่ ณ เลขที่ ๖๕ ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ ๑๘ ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๒๐

หมวดที่ ๒ วัตถุประสงค์
ข้อ ๔. วัตถุประสงค์ของมูลนิธินี้คือ
   ๔.๑ ส่งเสริมและพัฒนาทักษะชีวิตให้แก่เยาวชนไทย เพื่อให้เยาวชนได้มีความเชื่อมั่น มีความภูมิใจ และมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง ต่อครอบครัว และต่อสังคมรอบข้าง
   ๔.๒ แนะแนวทางการศึกษาเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของเยาวชนแต่ละคนและสนับสนุนกระบวนการแนะแนวและพัฒนาคุณภาพเยาวชนให้กับสถานศึกษาต่างๆ
   ๔.๓ สนับสนุนการศึกษา วิจัย และการดำเนินการ เพื่อการพัฒนาทักษะชีวิตของเยาวชน และของภาคส่วนต่างๆ ในสังคม
   ๔.๔ เพื่อดำเนินการ หรือร่วมมือกับองค์การการกุศลเพื่อการกุศล และองค์การสาธารณประโยชน์เพื่อสาธารณประโยชน์
   ๔.๕ ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

หมวดที่ ๓ ทุนทรัพย์ ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน
ข้อ ๕. ทรัพย์สินของมูลนิธิมีทุนเริ่มแรกคือ เงินสด จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท (สองแสนบาทถ้วน)
ข้อ ๖. มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีต่อไปนี้
   ๖.๑ เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้โดยนิติกรรมใดๆ ที่มิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระติดพันอื่นใด
   ๖.๒ เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้จิตศรัทธาบริจาคให้
   ๖.๓ ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ
   ๖.๔ รายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมหรือโครงการของมูลนิธิ

หมวดที่ ๔ คุณสมบัติ และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ
ข้อ ๗. กรรมการของมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้
   ๗.๑ มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์
   ๗.๒ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
   ๗.๓ ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

ข้อ ๘. กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
   ๘.๑ ถึงคราวออกตามวาระ
   ๘.๒ ตายหรือลาออก
   ๘.๓ ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับข้อ ๗
   ๘.๔ เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย และคณะกรรมการมูลนิธิมีมติให้ออกโดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการมูลนิธิ

หมวดที่ ๕ การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ ๙. มูลนิธิดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิ มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๕ คน แต่ไม่เกิน ๑๐ คน 
ข้อ ๑๐. คณะกรรมการของมูลนิธิ ประกอบด้วย ประธานกรรมการมูลนิธิ เลขานุการมูลนิธิ เหรัญญิก และกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นควรตามข้อบังคับ ข้อ ๙ ทั้งนี้ คณะกรรมการอาจแต่งตั้งรองประธานกรรมการมูลนิธิด้วยก็ได้ 
ข้อ ๑๑. วิธีเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิให้ปฏิบัติดังนี้ ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่เลือกตั้งประธานกรรมการมูลนิธิ และกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นควรตามข้อบังคับ
ข้อ ๑๒. กรรมการการดำเนินงานมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๔ ปี
ข้อ ๑๓. การเลือกตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ โดยคำนึงถึงสมรรถนะที่เหมาะสมกับหน้าที่ เป็นมติของที่ประชุม
ข้อ ๑๔. กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับเลือกเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก
ข้อ ๑๕. ในกรณีที่กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่กรรมการของมูลนิธิต่อไปจนกว่ามูลนิธิจะได้รับแจ้งการจดทะเบียนกรรมการของมูลนิธิที่ตั้งใหม่

หมวดที่ ๖ อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ ๑๖. คณะกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ และ ให้มีอำนาจหน้าที่อื่นๆ ดังต่อไปนี้
   ๑๖.๑ กำหนดนโยบายของมูลนิธิ และดำเนินงานตามนโยบายนั้น
   ๑๖.๒ ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่างๆ ของมูลนิธิ
   ๑๖.๓ เสนอรายงานกิจการ รายงานการเงิน และบัญชีงบดุล รายได้รายจ่ายต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบตามกฎหมาย
   ๑๖.๔ ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ
   ๑๖.๕ แต่งตั้งหรือถอดถอนคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง หรือหลายคณะ เพื่อดำเนินการเฉพาะอย่างของมูลนิธิ ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ
   ๑๖.๖ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษ เป็นกรรมการกิตติมศักดิ์
   ๑๖.๗ เชิญผู้ทรงเกียรติเป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ
   ๑๖.๘ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ
   ๑๖.๙ แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ประจำของมูลนิธิ
   ๑๖.๑๐ ดำเนินการอื่นๆ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิและวัตถุประสงค์ของข้อบังคับนี้

มติให้ดำเนินการตามข้อ ๑๖.๖, ๑๖.๗ และ๑๖.๘ ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุม และที่ปรึกษาตามข้อ ๑๖.๘ ย่อมเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิที่เชิญเท่านั้น
ข้อ ๑๗. ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
   ๑๗.๑ เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
   ๑๗.๒ สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
   ๑๗.๓ เป็นผู้แทนของมูลนิธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอก หรือการลงลายมือชื่อในเอกสารข้อบังคับ และสรรพหนังสือ อันเป็นหลักฐานของมูลนิธิ เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิหรือกรรมการมูลนิธิผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการแทน ได้ลงลายมือชื่อแล้วจึงเป็นอันใช้ได้
   ๑๗.๔ ปฏิบัติการอื่นๆ ตามที่ข้อบังคับนี้กำหนด และตามมติของคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๑๘. ให้รองประธานคณะกรรมการมูลนิธิ หรือกรรมการตำแหน่งอื่นในกรณีที่ไม่มีรองประธานคณะกรรมการฯ โดยคณะกรรมการได้มีมติให้กำหนดไว้แล้ว ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน
ข้อ ๑๙. ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิหรือกรรมการอื่นที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๘ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมคราวหนึ่งคราวใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิคนใดคนหนึ่ง เป็นประธานสำหรับการประชุมคราวนั้น
ข้อ ๒๐. เลขานุการมูลนิธิมีหน้าที่ควบคุมกิจการ และดำเนินการประจำของมูลนิธิ ติดต่อประสานงานทั่วไปรักษาระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิ นัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิและทำรายงานการประชุม ตลอดจนรายงานกิจการมูลนิธิ
ข้อ ๒๑. เหรัญญิกมีหน้าที่ควบคุมการเงิน ทรัพย์สินของมูลนิธิตลอดจนบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด
ข้อ ๒๒. สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่นๆ ให้มีหน้าที่ตามคณะกรรมการมูลนิธิกำหนด โดยทำเป็นคำสั่งระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน
ข้อ ๒๓. คณะกรรมการมูลนิธิมีสิทธิเข้าร่วมประชุมกรรมการ หรืออนุกรรมการอื่นๆ ของมูลนิธิได้

หมวดที่ ๗ อนุกรรมการ
ข้อ ๒๔. คณะกรรมการมูลนิธิอาจแต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสมโดยจะแต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการประจำ หรือเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษเฉพาะคราวก็ได้ และในกรณีที่คณะกรรมการมูลนิธิไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ เลขานุการ หรืออนุกรรมการในตำแหน่งอื่นไว้ ก็ให้อนุกรรมการแต่งตั้งกันเองดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้
ข้อ ๒๕. อนุกรรมการอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จงานที่ได้รับมอบหมายให้กระทำ ส่วนคณะอนุกรรมการประจำอยู่ในตำแหน่งตามเวลาที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ก็ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของคณะกรรมการมูลนิธิซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้
   ๒๕.๑ อนุกรรมการมีหน้าที่ดำเนินการตามที่คณะกรรมการมูลนิธิมอบหมาย
   ๒๕.๒ อนุกรรมการมีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย

หมวดที่ ๘ การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ ๒๖. คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปีทุกๆ ปี ภายในเดือนพฤษภาคม และต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
ข้อ ๒๗. การประชุมวิสามัญอาจมีได้ในเมื่อ ประธานกรรมการมูลนิธิหรือเมื่อคณะกรรมการมูลนิธิตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทน ขอให้มีการประชุมก็ให้เรียกประชุมวิสามัญได้
ข้อ ๒๘. กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของคณะกรรมการให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดไว้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชุม ให้คณะอนุกรรมการตกลงกันเอง และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์ประชุมให้ใช้ข้อ ๒๖. บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๒๙. ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการหากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้อย่างอื่นมติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมเป็นชี้ขาด กิจการใดที่เป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อย ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจสั่งให้ใช้วิธีสอบถามมติทางหนังสือแทนการเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ แต่ประธานกรรมการมูลนิธิ ต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิในคราวต่อไปถึงมติและกิจการที่ได้ดำเนินการไปตามมตินั้นกิจการใดเป็นงานประจำ หรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ
ข้อ ๓๐. ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือประธานที่ประชุม มีอำนาจเชิญหรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุม ในฐานะแขกผู้มีเกียรติหรือผู้สังเกตการณ์ หรือเพื่อชี้แจง หรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้

หมวดที่ ๙ การเงิน
ข้อ ๓๑. การใช้จ่ายเงินของมูลนิธิ ให้จ่ายจากดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุนของมูลนิธิ เงินที่ผู้บริจาคมิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ และเงินรายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมหรือโครงการของมูลนิธิ
ข้อ ๓๒. ให้คณะกรรมการมูลนิธิวางระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการเงิน การงบประมาณ การบัญชี งานพัสดุและการควบคุมทรัพย์สินของมูลนิธิ รวมทั้งข้อกำหนดอำนาจหน้าที่ต่างๆ เกี่ยวกับการรับและจ่ายเงิน นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
ข้อ ๓๓. เงินสดของมูลนิธิหรือเอกสารสิทธิ ต้องนำฝากไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงินอื่นใดที่รัฐบาลให้การค้ำประกัน แล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
ข้อ ๓๔. การสั่งจ่ายเงินโดยเช็กหรือตั๋วสั่งจ่าย จะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการมูลนิธิหรือผู้ทำการแทน กับเลขานุการหรือเหรัญญิกลงนามทุกครั้ง จึงจะเบิกจ่ายได้
ข้อ ๓๕. ให้คณะกรรมการมูลนิธิคัดเลือกแต่งตั้งบุคคลที่ไม่ใช่กรรมการมูลนิธิ หรือลูกจ้างของมูลนิธิเป็นผู้สอบบัญชีของมูลนิธิ โดยจะให้ดำรงตำแหน่งกิตติมศักดิ์หรือได้รับค่าตอบแทนตามอัตราที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด เมื่อการสอบบัญชีของมูลนิธิเสร็จสิ้น และผู้สอบบัญชีรับรองแล้ว ให้เหรัญญิกนำเสนอคณะกรรมการมูลนิธิในการประชุมสามัญประจำปี
ข้อ ๓๖. ให้คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดรอบระยะเวลาบัญชี และจัดทำรายงานสถานะการเงินของมูลนิธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมา เสนอต่อที่ประชุมในการประชุมสามัญประจำปี

หมวดที่ ๑๐ การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ
ข้อ ๓๗. การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับจะกระทำได้ โดยเฉพาะที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด และการอนุมัติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับต้องประกอบด้วย คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่ประชุม

หมวดที่ ๑๑ การเลิกมูลนิธิ
ข้อ ๓๘. ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการ หรือโดยเหตุใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่มูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับมูลนิธิ ตามมติเป็นเอกฉันท์ของคณะกรรมการ 
ข้อ ๓๙. การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้วให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลงโดยมิต้องให้ศาลสั่งเลิกด้วยเหตุต่อไปนี้
   ๓๙.๑ เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้วไม่ได้รับทรัพย์สินตามคำมั่นเต็มจำนวน
   ๓๙.๒ เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสองในสามมีมติให้ยกเลิก
   ๓๙.๓ เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
   ๓๙.๔ เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ

หมวดที่ ๑๒ บทเบ็ดเตล็ด
ข้อ ๔๐. การตีความในข้อบังคับของมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัยให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด 
ข้อ ๔๑. ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับในเมื่อข้อบังคับของมูลนิธิมิได้กำหนดไว้ 
ข้อ ๔๒. มูลนิธิต้องไม่ดำเนินการหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน หรือเพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง