No Blaming การไม่กล่าวโทษ
No Blaming การไม่กล่าวโทษ
มันเป็นเรื่องปกติเหลือเกินที่คนเรามักโทษผู้อื่นเมื่อมีบางสิ่งบางอย่างผิดพลาด หรือแม้แต่ในเวลาที่ไม่มีเรื่องหรือเหตุการณ์ เราก็สามารถมโนเรื่องราวในอดีตกลับมาฉายซ้ำได้เอง แล้วก็เกิดโทสะ ไม่พอใจ ที่สุดก็หาที่ลงที่ใครสักคนเป็นเหยื่ออารมณ์ให้เราได้ระบายอะไรบางอย่างในใจลึกๆ ผ่านออกไปสู่ใครก็ตามที่เรามักไม่รักไม่ชอบ แถมเกลียดหน่อยๆ แน่นอนการทำแบบนั้นมันไม่เคยทำให้เราเป็นที่รักของใครๆ ทั้งๆที่เราทุกคนก็อยากเป็นที่รักของใครๆ นี่คือสิ่งแปลกที่เรามักจะอยากได้บางอย่าง แต่เรานั่นแหล่ะชอบสร้างเหตุโดยทำในสิ่งตรงข้ามกับผล อันสร้างความทุกข์ใจเพราะ "ไม่ได้ดั่งใจ" นั่นเอง ถ้างั้นพวกเราลองมาฝึกด้วยกันใหม่ดีไหม เพื่อการยกระดับจิตใจของเรากัน
คนทั่วไป : ชอบที่จะกล่าวโทษผู้อื่น วิพากษ์วิจารณ์ในทางลบให้ผู้อื่นเสียหาย ด้วยเหตุเช่นนี้เขาก็จะได้รับผลคือ สร้างศัตรู ขาดเพื่อนขาดคนที่จริงใจด้วย และอาจนำมาซึ่งหายนะก็ได้
คนฉลาด : พวกเขาชอบกล่าวโทษตนเอง ทั้งที่ไม่ได้เป็นความผิดของเขาก็ตาม หรือก็รับผิดเพื่อให้เหตุการณ์ผ่านไป ผลที่ได้รับนั้น อย่างดีก็มีคนเห็นใจแกมสงสัยในตัวเขา และแล้วผู้คนก็ไม่เข้าใจและก็หลีกทางกันไป
คนมีปัญญา : เขาไม่กล่าวโทษอะไรใคร เพราะมีความเชื่อหรือ mindset ว่า "ไม่มีใครอยากทำผิด หรือกล้าที่จะรับผิดหรอก" การดึงดันที่จะโยงให้ใครรับผิดเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นการสร้างเหตุที่ไม่ก่อให้เกิดผลดีเลยไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม มีแต่จะเกิดผลเสียคือสร้างศัตรู ดังนั้นเขาจึงใช้เหตุการณ์นั้นสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนคิดสร้างหาทางแก้ไขปรับปรุง ซึ่งโดยวิธีนี้เขาจะได้เพื่อน คนรัก คนศรัทธา เพราะเขาได้ช่วยให้ผู้อื่นได้เรียนรู้การพัฒนาตนเอง
การฝึกสร้างทักษะลดละการกล่าวโทษผู้อื่น : คิดใหม่เชื่อใหม่ว่า มนุษย์คนไหนๆ ก็เหมือนเราทั้งนั้น คือ ไม่ชอบให้ใครตำหนิ ไม่อยากให้ใครต่อว่า ไม่มีใครอยากทำผิด พฤติกรรมทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัยอยู่เบื้องหลัง เช่นความไม่รู้ ความไม่สามารถ การขาดโอกาส ฯลฯ จำไว้ว่า "ทุกคนอยากเป็นคนดีและเป็นที่รัก เหมือนที่เราเองก็อยากเป็นเช่นนั้น" มาร่วมกันตั้งใจว่า "ฉันจะมีสติ ตั้งใจที่จะไม่กล่าวโทษใคร ไม่ถามว่าใครทำ แต่จะมุ่งหาสาเหตุเรื่องที่เกิดเพื่อแก้ปัญหาพลิกเหตุการณ์ให้ดีขึ้น" มันดีกว่ามากเลยใช่ไหมคะ